ฮูเร่! การรอคอยอีกอันกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว!
หลังจากที่คนคาดเดา คาดหวัง ฯลฯ ว่า Leopard จะมาพร้อมกับ Finder ตัวใหม่แกะกล่อง (คือเป็น Finder ที่ถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยใช้ Cocoa เลย ไม่ใช่แค่ Finder ตัวเดิม ที่มีการเพิ่มความสามารถหรือเปลี่ยนหน้าตาเพียงเล็กน้อย แบบที่มันเป็นอยู่)
ข้อมูลล่าสุดจาก AppleInsider ระบุว่า Snow Leopard จะมาพร้อมกับ Cocoa Finder และตอนนี้ Finder ตัวทดสอบได้ไปถึงมือของนักพัฒนาที่ถูกคัดเลือกบางกลุ่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (เริ่มต้นจาก build 10Axxx เป็นต้นไป)
นอกจาก Finder แล้ว ยังมีโปรแกรมของทาง Apple เองหลายตัวใน build ดังกล่าว ที่ถูกครอบด้วย Cocoa (แต่ว่ายังไม่ได้ถูกเขียนใหม่เป็น Cocoa ทั้งหมด นั่นคือบางส่วนยังเป็น Carbon อยู่)
JavaScript กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของ Web Experience ในปัจจุบันไปเสียแล้ว ด้วยการที่นักพัฒนา Web Application ทั้งหลายทั้งแหล่พยายามสร้าง User Experience ที่ลื่นไหลมากขึ้น ต่อเนื่องมากขึ้น มี Interaction กับผู้ใช้มากขึ้น ฯลฯ ให้กับโปรแกรมบนเว็บของตัวเอง และเทคโนโลยีที่เก่าเก็บอย่าง JavaScript ก็เลยคืนชีพมากลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวช่วยสร้างตรงนี้ให้เกิดขึ้น
แต่ว่ามันไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของชุดพัฒนา ที่นำมาซึ่งความเข้ากันได้เข้ากันไม่ได้มากมาย และความหลากหลายและความเข้ากันไม่ได้ของ Web Browser เอง ที่ทำให้นักพัฒนาต้องปวดหัวเป็นประจำ ยังมีเรื่องนึงก็คือ ความเร็ว เพราะว่ามักจะอืดเหลือเกิน
พักหลังๆ ในโลกของการพัฒนา Web Application ก็เลยมีเครื่องไม้เครื่องมือมาช่วยในการวัดประสิทธิภาพอยู่หลายตัว แต่ว่าอีกโลกหนึ่ง ฝั่งของ Web Browser และ Web Browser Engine ก็มีการพัฒนาฉากหลัง ที่ช่วยทำให้การทำงานของ JavaScript มันเร็วขึ้น
เมื่อ 3 เดือนก่อน WebKit ทีมได้ประกาศ SquirrelFish ซึ่งเป็น JavaScript Engine ตัวใหม่แกะกล่อง ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวให้กับการทำงานของ JavaScript ใน Browser ที่ใช้ Engine ของ WebKit (เช่น Safari และอีกหลายๆ ตัว)
มาตอนนี้ Engine ตัวที่ว่าก็เก่าไปซะล่ะ เพราะว่ามีการพัฒนา SquirrelFish Extreme (SFX) ที่เร็วกว่าของเดิมกว่าเท่าตัว (เร็วกว่าตัวที่อยู่ใน WebKit 3.0 กว่า 10 เท่า และ 3.1 กว่า 3 เท่า) อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรก็เข้าไปดูใน link นะครับ มี chart ให้เรียบร้อย
คราวนี้อยากจะแนะนำ framework สำหรับการพัฒนา web application ที่ถือว่า "clone" framework สำหรับการพัฒนา application บน Mac OS X ซึ่งคือ Cocoa และ Objective-C มาแบบ "ฝาแฝด" กันเลยทีเดียว ซึ่งเทคโนโลยีตัวใหม่นี้เรียกว่า Cappuccino และภาษา Objective-J ครับ
ซึ่งเป็น Web framework ที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา web application ตัวหนึ่งคือ 280 Slides หรือ "Web Keynote" (จริงๆ ผู้พัฒนา 280 Slides คือ 280 North ได้ทำการพัฒนา Cappuccino และ Objective-J เพื่อพัฒนาโปรแกรมบนเว็บ และมีตัวอย่าง app แรกก็คือ 280 Slides เนี่ยแหละครับ)
เพิ่งจะสังเกตแฮะ ไม่เคยสังเกตเลยมานานมากแล้ว (ตั้งแต่ใช้งาน) ว่า Aperture มันไม่ยอม export metadata บางตัวมากับรูปด้วยเวลาที่ export รูป
เรื่องของเรื่องคือ ผมพยายามจะเขียนโปรแกรมดึง metadata จากรูปที่ export แล้วออกมาแสดง ด้วยความพยายามทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการใช้ ImageIO.framework หรือว่าการใช้ ImageMagick (RMagick) หรือว่าการใช้ Exiftool ต่างก็ล้มเหลวหมด
ก็เลยคิดว่า มันเป็นเพราะอะไรเนี่ย ทำไมข้อมูลที่ต้องการอย่างเช่น Lens Model มันถึงไม่แสดง หรือว่าเราเขียนโปรแกรมผิดหว่า แต่ข้อมูลอื่นๆ มันก็แสดงหมดนี่นา เอ๊ะชักยังไงๆ
กลับไปดูใน Aperture .... อืมมม ข้อมูลเลนส์มันก็มีนี่นา
เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน หรือว่ามัน export ข้อมูลมาให้ไม่ครบ? ไม่น่าเป็นไปได้ ... แต่ลองหน่อยดีกว่า ว่าแล้วก็ลากรูปที่เพิ่งจะ export มาน่ะแหละ กลับลงไปใน project แล้วเปิด metadata ดู .. เฮ้ย หายจริงๆ ด้วย
อืมมม แบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย ลอง export master ดูซิ ทีงี้ล่ะมาเชียวนะ แต่ว่าไหงพอ export versions กลับไม่ยอม export ให้ละเนี่ย ... สิ่งที่ผมต้องการน่ะเหรอ แค่ resize รูปเองนะ ไม่ได้ต้องการทำอย่างอื่นเลย
ลองใช้โปรแกรมอย่าง ImageMagick ทำหน้าที่ลดขนาดรูปดูบ้าง .....
ลองคิดอะไรกันเล่นๆ ว่าทำไมเราไม่มาลองแนะนำโปรแกรมบน iPhone กันคนละตัวสองตัวนะ ว่ามันมีอะไรบ้างที่น่าสนใจ แล้วก็มีอะไรบ้างที่อยากให้มีแต่ว่ามันยังไม่มี หรือว่ามีแต่ยังไม่ถึงใจ
เผื่อเป็นแนวทางการพัฒนาโปรแกรมด้วย และเป็นการแนะนำโปรแกรมให้ใช้กันด้วย
ผมไม่มีอะไรจะแนะนำแฮะ เพราะว่าผมไม่ได้ลง 3rd-party applications เท่าไหร่เลย ..... นอกจาก Terminal ฮาฮา
Apple ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนกับ "ว่าที่" Mac OS X 10.6 ที่ใช้ชื่อรหัส Snow Leopard ว่าจะไม่มีฟีเจอร์ใหม่ๆ แต่จะโฟกัสกับการเปลี่ยนแปลงภายใน ที่เน้นหนักไปในการเค้นความสามารถ รีดประสิทธิภาพ ลดน้ำหนัก ฯลฯ
เท่าที่ประกาศเป็นทางการใน website ของ Snow Leopard เอาข้อมูลฟีเจอร์ออกมาได้ไม่กี่ตัว คือ
- Microsoft Exchange Support
- Multicore โดยมีชื่อเทคโนโลยีรองรับคือ Grand Central
- 64-bit อันนี้ประกาศว่าเป็น feature มาตั้งแต่รุ่นก่อนๆ แล้ว แต่ว่าคงจะรองรับมากขึ้น
- Media and Internet มี QuickTime X และ JavaScript ที่เร็วขึ้นมารองรับ
- OpenCL ชุดคำสั่งที่ช่วยให้เอาความสามารถของ GPU มาช่วยในการประมวลผลทั่วไป (general-purpose) มากขึ้น -- โดยส่วนตัวเป็นตัวที่ผมรอมากที่สุด
แต่ยิ่งนานวัน ข้อมูลของเสือหิมะตัวนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น และเห็นได้ว่ายังมีอะไรๆ ภายใต้เปลือกนอกอยู่เยอะทีเดียว และอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในที่เราๆ ในระดับผู้ใช้อาจจะ "มองไม่เห็น" แต่ว่าแน่ๆ ครับว่าจะ "สัมผัสได้" ... มีอะไรบ้าง ไปดูกันครับ
เพิ่งจะลง Ruby/Rails ในเครื่องใหม่เมื่อคืน
ผมลง Ruby แยกไว้ต่างหากที่ /usr/local เพราะว่าไม่อยากจะไปยุ่งกับตัวที่มากับระบบมากนัก อีกอย่างจะได้บริหารทุกอย่างง่ายกว่าด้วย ไม่ต้องสนใจว่า Apple จะอัพเดทเมื่อไหร่ อีกอย่างก็ลดการปวดหัวเรื่องความไม่มาตรฐานทั้งหมดของการจัดเก็บ
ก็ลงไปตามปกติครับ ทั้ง Ruby, Rails, Mongrel, Capistrano, SQLite3 binding, MySQL (เอา source code มา compile ลงเอง ไม่ยากครับ หาวิธีลงได้ทั่วๆ ไป), MySQL binding
พอลงเรียบร้อยแล้ว เรียก rails newapp ได้ไม่มีปัยหา แต่ว่าพอ start application server และลองเข้าไปดู ดันเกิดปัญหา.... no such file to load -- sqlite3
คุยกับน้องคนหนึ่งถึงชะตากรรมของ ThaiMacDev ซึ่งได้ตายจากพวกเราไปแล้ว และประกอบกับน้องคนนั้นกำลังหัดเล่น Cocoa และได้เขียนบทความลงบล็อกตัวเองเกี่ยวกับการพัฒนา Cocoa หรือว่าความรู้ต่างๆ ไว้เรื่อยๆ
ผมก็เลยเกิดความคิดที่จะเปิดส่วนของการพัฒนาโปรแกรมไว้ใน TMGeeks ด้วย ซึ่งจะไม่ได้มีแต่ Cocoa Developmentเท่านั้น แต่จะรวมถึงการพัฒนาส่วนอื่นๆ เช่น iPhone การวิจารณ์ User Interface (ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโปรแกรม) ตลอดจนส่วนเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเขียน AppleScript เพื่อใช้งานกับโปรแกรมบางตัว และการทำ Automator workflow ด้วย เป็นต้น
ก็ขอฝากอีกส่วนหนึ่งให้พวกเราช่วยกันแชร์ความรู้และประสบการณ์กันนะครับ
พบกันเร็วๆ นี้

โหะๆๆๆ (ขอใช้ TMG เป็นพื้นที่โฆษณาหน่อยนะ มีคนถามหาเยอะเหลือเกิน ... เนี่ยก็กำลังนั่งคุยอยู่กับคนนึง ที่ยืนยันว่า "dualGeek หายไปแล้ว!")
ซื้อ External Harddisk ของ LaCie มาตัวหนึ่ง ว่าจะเอาไว้เป็น Time Machine Backup โดยเฉพาะ และก็ทำตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง (เข้า Time Machine ใน System Pref แล้วก็เลือก "เปลี่ยน Disk" ซึ่ง Disk ใหม่นี้ก็ใช้ Disk Utility ทำระบบไฟล์เรียบร้อยแล้ว)
แต่ว่าก็เจอปัญหาอย่างหนึ่ง (เสียดายที่ไม่ได้จับภาพหน้าจอเอาไว้) นั่นก็คือ ระหว่างกำลัง Backup ไปได้ซักพัก ก็เจอข้อความปวดหัวใจ ว่าไม่สามารถ Backup ให้เสร็จเรียบร้อยได้
Time Machine Error: "Unable to complete backup. An error occurred while copying files to the backup volume".
Recent comments
3 weeks 18 hours ago
4 weeks 1 day ago
4 weeks 1 day ago
4 weeks 1 day ago
4 weeks 2 days ago
4 weeks 2 days ago
4 weeks 2 days ago
4 weeks 2 days ago
4 weeks 2 days ago
4 weeks 2 days ago