ผมคิดว่าผมยังไม่เคยเจอบทความไหนที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้แบบจริงจังนะ ก็เลยขอนำมารวมไว้ที่นี่เลย
เป็นอันทราบกันว่าใน Snow Leopard มีการปรับปรุงหลายๆ อย่างกับ Dock และวิธีการจัดหน้าจอที่เป็นระเบียบมากขึ้น (แต่ผมกลับชอบแบบเดิมแฮะ มันดูหลอนๆ ดี) และการนำ Dock มาใช้กับการจัดเรียงหน้าต่าง
คราวนี้เรามาลองทบทวนกันว่าเราสามารถเรียกใช้งานการจัดเรียงหน้่าต่างได้อย่างไรบ้าง
- กดปุ่มบนคีย์บอร์ด: อันนี้ก็แล้วแต่ว่าตั้งให้ใช้ปุ่มไหน โดยปกติก็จะใช้ปุ่ม F9, F10, F11 หรือคีย์บอร์ดรุ่นใหม่ก็จะเป็นไอคอน Exposé บริเวณปุ่ม F3 (ใช้ร่วมกับปุ่ม Control และ Command)
- เตะมุมจอ: ใน Mac OS X เราสามารถตั้งให้บริเวณมุมหน้าจอเราเลื่อนเมาส์ผ่านสามารถเพิ่มคำสั่งลงไปได้ ซึ่งคำสั่งที่เพิ่มลงไปก็คือหน้าที่ของ Exposé นั่นเอง (ปกติผมไม่ตั้งนะ เพราะมักจะต่อเครื่องกับจอภายนอก)
- กดไอคอนโปรแกรมที่ต้องการค้างบน Dock: เพียงเรากดรูปไอคอนโปรแกรมที่เราเปิดทำงานอยู่บน Mac OS X Snow Leopard หน้าต่างทุกหน้าต่างของโปรแกรมนั้น (ใน Space นั้น) ก็จะถูกเรียงเป็น Grid ให้เลือก
แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถเรียกใช้งานการจัดเรียงหน้าต่างได้ ซึ่งผมเพิ่งค้นพบใน Snow Leopard นั่นคือเรียกผ่านการ Switch Applications โดยให้กดปุ่ม Command+Tab หรือจะลาก Trackpad ด้วยสี่นิ้วก็ได้ แล้วใช้ปุ่มคีย์บอร์ดเลื่อนซ้ายขวาไปยัง Application ที่สนใจหรือจะลากตัวชี้ไปยังไอคอนของ Application ที่ต้องการก็ได้ แล้วจึงกดปุ่ม ขึ้นหรือลง ก็จะแสดงเฉพาะหน้าต่างทุกหน้าต่างของโปรแกรมนั้น (ใน Space นั้น) ก็จะถูกเรียงเป็น Grid ให้เลือก เช่นกัน
ส่วนจะเลือกวิธีไหนก็แล้วแต่สะดวกครับ ถนัดใช้ตัวชี้หรือถนัดใช้แป้นพิมพ์ มีวิธีให้เลือกใช้อย่างเท่าเทียมกัน
หมายเหตุ: ขอไม่ใช้คำว่า Exposé เพราะเข้าใจว่า Exposé มันรวมถึงความสามารถอื่นๆ มากกว่านี้อีกตามที่ระบุไว้ในส่วนช่วยเหลือของ Apple เอง
Cross post จากเว็บตัวเอง
สมัยก่อน ตอนที่มีการ hack ให้ iPod touch ทำอะไรได้พอๆ กับที่ iPhone ทำได้ เรารับทราบว่าเราต้องเข้าไปแก้
com.apple.springboard.plist รวมถึงอาจจะต้องเข้าไปแก้ส่วนของ capabilities ใน CoreServices ของ SpringBoard
เรามาดูกันว่ามีคีย์ไหนน่าสนใจบ้าง
accessibilityคือฟีเจอร์ Accessibility ที่มีอยู่ 5 อย่างคือ การซูมหน้าจอ, การทำให้มี Voice Over, การสลับหน้าจอขาวดำ, เสียงแบบโมโน, และอ่านข้อความอัตโนมัติgas-gauge-batteryคือฟีเจอร์แสดงเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ซึ่งถ้าใส่เพิ่มเข้าไปใน Settings > General > Usage จะมีแถบให้เลื่อนเปิดปิดปรากฏขึ้นมาด้วย ถ้าไม่ใส่ไป ทำยังไงๆ (แก้ springboard) ก็ไม่มีทางแสดงผลขึ้นมา (ดูมันกั้ก!)mmsคือฟีเจอร์ MMS อันนี้ฝากคุณ kanggg ทดลองแก้ให้แต่เขาบอกว่าใช้ไม่ได้ ก็เลยไม่ขอออกความเห็นแล้วกัน ใครอยากลองแก้ก็ลองแก้ดูครับvideo-cameraคือฟีเจอร์กล้องวีดีโอ เท่าที่ลองแก้ดูใน Camera มันก็มีส่วนของการบันทึกวีดีโอเพิ่มเข้ามา แต่กลับใช้การไม่ได้nike-ipodคือฟีเจอร์การใช้อุปกรณ์ Nike กับ iPhone 3GS ซึ่งถ้าแก้ตรงส่วนนี้ถ้าอยากให้ใช้งานได้ต้องไปเอา Nike.app และ Framework ที่เกี่ยวข้องจาก iPod touch 2G มาติดตั้งเพิ่มถึงจะใช้งานได้ (ไม่ได้ทดลองเอง)
เอาเท่าที่นึกออกก็ประมาณนี้ ขอให้สนุกกับการแก้ไขตามสิทธิ์อันถึงมีพึงได้ของท่านครับ
ปล. ในเครื่อง 3G กับเครื่องรุ่นแรกมีส่วนที่ต่างคือ mms กับ telephony (ไม่ได้เขียนอธิบายในนี้)
อัพเดต
หลังจากที่มีผู้ปล่อยคีย์ของ Firmware รุ่น 3GS ออกมาแล้ว ทำให้พบความสามารถเพิ่มเติมดังนี้
auto-focus-cameraคือฟีเจอร์กล้องจิ้มหาโฟกัส (น่าลองไหม?)voice-controlคือฟีเจอร์สั่งงานผ่านเสียง (ต้องไปหา Framework ที่เกี่ยวข้องมาติดตั้งเพิ่มแน่ๆ)
ขอแนะนำโปรแกรมบทสวดมนต์บน iPhone ชื่อ Thai Pray โดยสามารถดาวน์โหลดจาก AppStore ครับ
ว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ว่าจะเขียนทีไรลืมทุกที
หลายท่านใช้ Safari 4 แล้วก็ขัดใจเรื่องที่ตัวบอกสถานะมันกลายเป็นแค่วงกลมวิ่งๆ แต่ไม่ได้บอกเลยว่าขณะนี้มันทำการ download หน้าเว็บที่ต้องการไปถึงไหนแล้ว ดังนั้น tricks นี้ก็เลยจะเป็นการ "คืน" การบอกสถานะที่ Address Bar (ช่องกรอก URL) แบบเดิมๆ คืนให้กับ Safari 4 ... ทำตามนี้ครับ
เปิด Terminal.app และพิมพ์ตามนี้ครับ
defaults write com.apple.Safari DebugSafari4IncludeToolbarRedesign -bool NO
ในบรรทัดเดียวนะครับ เมื่อเรียบร้อยแล้วให้พิมพ์
defaults write com.apple.Safari DebugSafari4LoadProgressStyle -bool NO
บรรทัดเดียวเช่นกันครับ
ขอแถมให้อีกนิด ถ้าต้องการย้าย Tab กลับมาที่เดิมๆ ด้วย ก็ให้ทำดังนี้ครับ
defaults write com.apple.Safari DebugSafari4TabBarIsOnTop -bool NO
ไปเจอ Command line tip มาจากในเวป แล้วก็เลยคิดว่าจะนำมาแชร์ เผื่อเป็นประโยชน์ครับ มี 2 ตัว
- Stacks : สำหรับเอาไว้ดู 10 app (หรือ 10 items ตามที่เราจะเลือก) ที่เราเปิดล่าสุด
- Safari : สำหรับบังคับให้เปิดหน้าเวปใหม่เป็น Tab ( เหมือนใน FireFox) จะได้มีอยู่หน้าต่างเดียว
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสแวะไปยัง iStudio แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่ซึ่งทางร้านใช้เล่นไฟล์วีดีโอซึ่งจอดังกล่าวเชื่อมต่ออยู่กับ Mac mini ซึ่งวางไว้ด้านหลังจอดังกล่าว (จอถูกเจาะให้ยื่นออกมาจากอีกห้องหนึ่ง)
การใช้งานปัจจุบันมีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งคือ ความไม่สะดวกในการควบคุมเครื่อง Mac mini เพราะต้องทำการโยงคีย์บอร์ดและเมาส์ไปทางด้านหลังเพื่อต่อกับ Mac mini ทำให้คีย์บอร์ดและเมาส์ต้องลอยอยู่บนอากาศ โชคดีที่ Mac mini เครื่องดังกล่าวติดตั้ง Mac OS X Leopard และในร้านมีเครือข่ายไร้สาย (Wireless LAN) ผมกับพนักงานของร้านเลยได้ลองใช้คุณลักษณะหนึ่งใน Mac OS X Leopard คือ Screen Sharing เพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าว (เล่าคร่าวๆ เพราะลืมรายละเอียดไปแล้วว่าเราตั้งอะไรเป็นพิเศษหรือไม่)
หน้าที่หลักของ Screen Sharing คือ การแบ่งหน้าจอให้เครื่องอื่นๆ ในเครือข่ายสามารถสังเกตสิ่งเกิดขึ้นบนหน้าจอของเครื่องที่ได้เปิดบริการ Screen Sharing ไว้ คล้ายๆ กับ Apple Remote Desktop (ใน Mac OS X Leopard เรียกว่า Remote Management) เพียงแต่ Screen Sharing เป็นของฟรี ไม่ต้องติดตั้งอะไรเพิ่ม แต่ถ้าเรามี VNC Client ในเครื่องก็สามารถนำมาใช้กับทั้งสองอย่างที่กล่าวไปได้
เคยหงุดหงิดไหมครับ แต่ง Keynote ซะสวยด้วย Master ด้วยเครื่องมือที่มาพร้อมกับ Keynote แต่กลับต้องมานั่งเปลี่ยนแบบอักษรใน Presenter Notes เองทุกหน้าที่ทำการเขียนบันทึก
เพิ่งจะสังเกตแฮะ ไม่เคยสังเกตเลยมานานมากแล้ว (ตั้งแต่ใช้งาน) ว่า Aperture มันไม่ยอม export metadata บางตัวมากับรูปด้วยเวลาที่ export รูป
เรื่องของเรื่องคือ ผมพยายามจะเขียนโปรแกรมดึง metadata จากรูปที่ export แล้วออกมาแสดง ด้วยความพยายามทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการใช้ ImageIO.framework หรือว่าการใช้ ImageMagick (RMagick) หรือว่าการใช้ Exiftool ต่างก็ล้มเหลวหมด
ก็เลยคิดว่า มันเป็นเพราะอะไรเนี่ย ทำไมข้อมูลที่ต้องการอย่างเช่น Lens Model มันถึงไม่แสดง หรือว่าเราเขียนโปรแกรมผิดหว่า แต่ข้อมูลอื่นๆ มันก็แสดงหมดนี่นา เอ๊ะชักยังไงๆ
กลับไปดูใน Aperture .... อืมมม ข้อมูลเลนส์มันก็มีนี่นา
เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน หรือว่ามัน export ข้อมูลมาให้ไม่ครบ? ไม่น่าเป็นไปได้ ... แต่ลองหน่อยดีกว่า ว่าแล้วก็ลากรูปที่เพิ่งจะ export มาน่ะแหละ กลับลงไปใน project แล้วเปิด metadata ดู .. เฮ้ย หายจริงๆ ด้วย
อืมมม แบบนี้หมายความว่าไงเนี่ย ลอง export master ดูซิ ทีงี้ล่ะมาเชียวนะ แต่ว่าไหงพอ export versions กลับไม่ยอม export ให้ละเนี่ย ... สิ่งที่ผมต้องการน่ะเหรอ แค่ resize รูปเองนะ ไม่ได้ต้องการทำอย่างอื่นเลย
ลองใช้โปรแกรมอย่าง ImageMagick ทำหน้าที่ลดขนาดรูปดูบ้าง .....
เพิ่งจะลง Ruby/Rails ในเครื่องใหม่เมื่อคืน
ผมลง Ruby แยกไว้ต่างหากที่ /usr/local เพราะว่าไม่อยากจะไปยุ่งกับตัวที่มากับระบบมากนัก อีกอย่างจะได้บริหารทุกอย่างง่ายกว่าด้วย ไม่ต้องสนใจว่า Apple จะอัพเดทเมื่อไหร่ อีกอย่างก็ลดการปวดหัวเรื่องความไม่มาตรฐานทั้งหมดของการจัดเก็บ
ก็ลงไปตามปกติครับ ทั้ง Ruby, Rails, Mongrel, Capistrano, SQLite3 binding, MySQL (เอา source code มา compile ลงเอง ไม่ยากครับ หาวิธีลงได้ทั่วๆ ไป), MySQL binding
พอลงเรียบร้อยแล้ว เรียก rails newapp ได้ไม่มีปัยหา แต่ว่าพอ start application server และลองเข้าไปดู ดันเกิดปัญหา.... no such file to load -- sqlite3
ซื้อ External Harddisk ของ LaCie มาตัวหนึ่ง ว่าจะเอาไว้เป็น Time Machine Backup โดยเฉพาะ และก็ทำตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง (เข้า Time Machine ใน System Pref แล้วก็เลือก "เปลี่ยน Disk" ซึ่ง Disk ใหม่นี้ก็ใช้ Disk Utility ทำระบบไฟล์เรียบร้อยแล้ว)
แต่ว่าก็เจอปัญหาอย่างหนึ่ง (เสียดายที่ไม่ได้จับภาพหน้าจอเอาไว้) นั่นก็คือ ระหว่างกำลัง Backup ไปได้ซักพัก ก็เจอข้อความปวดหัวใจ ว่าไม่สามารถ Backup ให้เสร็จเรียบร้อยได้
Time Machine Error: "Unable to complete backup. An error occurred while copying files to the backup volume".
Recent comments
9 weeks 2 days ago
9 weeks 5 days ago
10 weeks 1 day ago
12 weeks 1 day ago
12 weeks 1 day ago
16 weeks 2 days ago
16 weeks 3 days ago
16 weeks 3 days ago
16 weeks 3 days ago
17 weeks 2 days ago