ราคาเครื่องเปล่า iPhone3G (ราคาเป็นเงินบาท เทียบกับค่าเงินสิงคโปร์ ณ วันที่ 10 มิย.51)~

ลองคิดเล่น ๆ จากข้อมูลที่ผมมีอยู่ในมือนะครับ ว่า ถ้าตอนนี้ มี iPhone3G มาขาย ... แล้วเราอยากได้เครื่องเปล่าที่ไม่ได้ lock นี้ เราจะต้องจ่ายเท่าไหร่?

--ขอคิดราคาเป็นเงินสิงคโปร์ เพื่อความง่ายในการค้นหาข้อมูลของตัวผมเอง --

ถ้าราคา iPhone 8GB = 199 usd = 272 sgd = 6,615 บาท

+

ค่ายกเลิกสัญญา 2 ปีในการใช้งานของ singtel = 374.50 sgd = 9,120 บาท

สรุปค่าเครื่องเปล่าจะเป็น 6,615 + 9,120 = 15,735 บาทถ้วน ~

ย้ำอีกที 15,735 บาท ครับ

ไม่ใช่ถูก ๆ เลยนะนี่ ฮ่า....

note :
1. เหตุผลที่เลือกเครื่องจากสิงคโปร์ เพราะถูกยืนยันแล้วว่าจะเข้ามาขาย
2. จาก blog ที่ผมโพสเอาไว้เกี่ยวกับเรื่อง iPhone ในสิงคโปร์นี้ เครื่องที่ขายได้ในสิงคโปร์ จะต้องเป็นเครื่องเปล่าแบบไม่ถูก lock เท่านั้นครับ เลยมีโอกาสที่จะสามารถหาเครื่องเปล่าได้แบบไม่ต้องมานั่ง unlock กันอีกให้วุ่นวายครับ

http://www.thaimacgeeks.com/content/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%A1...

3. กฎการ early terminate การใช้งานโทรศัพท์แบบสัญญา 2 ปี จะถูกปรับที่ 374 เหรียญ จาก link หน้านี้ในเวป singtel.com ครับ -- หากันเลือดตาแทบกระเด็น... - อยู่บรรทัดเกือบล่างสุด

http://home.singtel.com/consumer/products/mobile/price_plans/postpaid_mo...

4. ราคานี้ไม่รวมค่าขนส่ง ค่าแบกกลับมากรณีฝากหิ้ว หรือค่าแรง กำไร.. ฯลฯ (ตามแต่จะเรียก) ครับ

5. ราคานี้ประมาณอยู่บนพื้นฐานของการซื้อ - ขาย โทรศัพท์แบบติดสัญญา 2 ปีในแบบปรกติของ singtel ซึ่งไม่แน่ใจว่า ถ้า iPhone เข้ามาขายจริง ๆ จะมีเงื่อนไขอื่น ๆ ที่พิเศษเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร -- ดังนั้น ผมขอเดาแบบนี้ไปก่อนนะครับ =)

US

ผมกำลังคิดว่าที่ US อาจจะถูกกว่า ในส่วนของค่า Early Termination Fee ของ AT&T ครับ
เพราะจ่ายแค่ USD $175 เท่านั้นเอง

ไม่ทราบว่า

พอจะมี link ยืนยันไหมครับ =D

update : ผมเจอ link แล้ว

http://www.att.com/gen/press-room?pid=4800&cdvn=news&newsarticleid=25390

เราลักลอบใช้จนชิน

ประเด็นเรื่องราคา iPhone ถูก นั้น เกิดจากความที่เราๆ ท่านๆ ในเมืองไทย ลักลอบใช้เครื่องกันจนชิน

ที่ผมใช้คำว่าลักลอบใช้ เพราะเรานำเครื่องมาปลดล็อคเองโดยไม่มีการผูกสัญญากับผู้ให้บริการเครือข่ายนั่นเอง

เนื่องจากในไทยยังไม่มีค่ายมือถือรายใดเปิดให้บริการด้วยเงื่อนไขแบบนี้ (ขายเครื่องถูก หรือให้ฟรี แลกกับสัญญาใช้บริการเป็นปีๆ)
สิ่งที่ผมอยากจะรู้ก็คือ ราคาเครื่อง iPhone จริงๆ โดยเฉพาะที่เข้ามาขายในไทย แบบไม่ผูกสัญญา ควรจะเป็นเท่าไหร่

ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่าในบางประเทศที่ซื้อเครื่องเปล่าได้นั้น ตั้งราคา iPhone ไว้สูงลิบจนไม่น่าซื้อไปโดยปริยาย

ผมคิดเหมือนกันนะ

มันมีค่าใช้บริการ หรือค่าอื่น ๆ แฝงอยู่อีก และคิดว่าคงไม่หนีกันเท่าไหร่ ที่ว่าถ้ามีเครื่องเปล่ามาขายกันจริง ๆ เนี่ย.. คงเป็นราคาที่เห็นแล้วไม่อยากซื้อ -.-a

ผมเดาว่า ที่ตกลังกันยังไม่ลงตัวเกี่ยวกับเรื่อง iPhone ในประเทศไทย อาจจะเกิดจากเพราะว่าบ้านเราแทบจะไม่คุ้นเคยกับโมเดลการขายโทรศัพท์แบบนี้ (แบบขายเครื่องถุก ๆ แล้ว + สัญญารายปี) ทำให้เลยอาจจะไม่รู้จะตกลงกันยังไง =P

ซับซิไดซ์

ซับซิไดซ์นั้นในไทยมีมาแล้วหลายรอบครับ ที่แรงๆเลยก็ของ Hutch ที่แรงจนเน็ตเวิร์คเอาไม่อยู่ 555 ทุกวันนี้ก็ยังมีนะครับ ที่ซื้อเครื่องได้ในราคาไม่แพงนัก แต่ว่าต้องใช้บริการให้ครบตามระยะเวลา แบบเดียวกันเลย หากต้องการยกเลิกสัญญาก่อนก็จ่ายส่วนต่างของค่าเครื่องในตอนแรก เป็นการปิดสัญญา

ก่อนหน้า Hutch ก็เคยมี Orange (ก่อนเปลี่ยนเป็น True Move นานเลย) ก็เคยทำอยู่ครับ ด้วยความที่เครื่องมันไม่ได้ lock ก็เลยมีหลายคนซื้อเครื่อง Orange ไปใช้กับ TAC แล้วก็ AIS กันเพลิดเพลินไปพักนึง ถึงมารู้ว่าตัวเองยังมีภาระรายเดือนกับเบอร์ Orange ที่เปิดมาด้วยนะจ๊ะ ถึงได้เข้าใจการทำซับซิไดซ์กันมากขึ้น

ผมเข้าใจครับ =)

เรื่องขายเครื่องแบบผูกสัญญามีมานานแล้วในไทย แต่เห็นประปราย และไม่ชัดเจนเท่ากับในต่างประเทศครับ =)

คือราคาเครื่องเปล่า กับ เครื่อง+สัญญา นี่จะต่างกันเยอะนะ แบบเห็นได้ชัด

เช่น ถ้าซื้อเครื่องเปล่า โนเกียลูน่า ราคา 24,000 แต่ถ้าเราจะซื้อแบบผูกสัญญามาด้วย 2 ปี ราคาเครื่องจะเหลือครึ่งนึงหรือต่ำกว่า และในบางรุ่น เรียกได้ว่าแถมฟรีกันไปเลย แบบนี้เป็นต้นครับ

ของบ้านเราราคาเครื่องเปล่าแบบไร้สัญญา กับเครื่องเปล่าแบบผูกสัญญามันไม่หนีกันมากไงครับ เช่นของทรู ราคาเครื่องเปล่า แบบไร้สัญญา กับเครื่องเปล่าแบบผูกสัญญา 6 เดือน ต่างกันพันกว่าบาท - - ของ hutch ก็ราคาต่างกันไม่มากครับ =)

คนก็ซื้อเครื่องเปล่าแบบไร้สัญญาสิ ฮ่า... ไปค่ายไหนก็ได้

Jobs

Jobs หรือใครซักคนกล่าวไว้ในข่าวว่า นี่เป็น Traditional way ของบริษัทโทรศัพท์มือถือเลยนะครับ

คือ เราเพิ่งเปลี่ยนการขายแบบล็อคเครื่องมาเป็นปลดล็อคเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้วเอง (กระแส DTAC?) หากจะย้อนกลับไปสู่วังวนเดิม ก็ต้องช่างใจกันอีกว่า ทำแล้วจะคุ้มไหม ลูกค้าจะยอมรับไหม