ได้เครื่อง MacBook Air ตัว basic ที่สุด มาเมื่อวันพุธ หลังจากที่เริ่มใช้งานมาพักนึง และเพิ่งจะ migrate ข้อมูลจากเคร่ืองที่ใช้งานเป็นเครื่องหลักอยู่มาเสร็จหมาดๆ เมื่อคืน ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ผมจะรีวิวเครื่องนี้เป็นครั้งแรกกันแล้ว (และจะรีวิวอีกครั้งหลังจากใช้งานจริงๆ ไปสักพัก)
+ [update 1]: แก้ที่ผิดเรื่องการดีไซน์แบบหยดน้ำทำให้หยิบง่ายขึ้น ของเดิมมันอ่านแล้วเข้าใจผิดง่าย
ผมขอไม่เล่าว่าประสบการณ์ใช้ Mac ของผมเป็นยังไง เคยใช้อะไรมาบ้างนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ความต้องการในการใช้งาน Laptop ในปัจจุบันของผมเป็นดังนี้
- งานหลักของผม คือ การสร้าง presentation และการเดินสายพูด การเขียน document (โดยมากจะใช้ TeX) และ project management ต่างๆ
- งานรองของผม คือ การเขียน code ตามสถานการณ์จำเป็น (เช่นต้องช่วยทีมงานเขียน code ตัวทดสอบ หรือว่า prototype ของ module บางตัว ตลอดจนงานอดิเรกต่างๆ)
- การใช้ประจำวัน คือ เขียน (presentation, document, blog, ฯลฯ) และ อ่าน (e-book, document, blog, ข่าว, ฯลฯ)
และข้อมูลอืนๆ เกี่ยวกับการใช้งานของผมเป็นดังนี้
- ผมต้องการเครื่องนี้เพื่อทำงานตาม 3 ข้อข้างบนเท่านั้น ส่วนความต้องการอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้งาน ผมยังมี MacBook Pro 15" อยู่อีกเครื่อง (กำลังจะแปลสภาพเป็นเครื่องตั้งโต๊ะ) ไว้ให้ผมหิ้วไปหิ้วมาได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้งานนอกนั้นนอกสถานที่ทำงาน
- นั่นคือ ถึงผมจะซื้อเครื่องนี้มาเป็นเครื่องหลักในการทำงาน (main machine) สำหรับลักษณะงานที่ทำปัจจุบัน มันก็ยังเป็น secondary machine สำหรับงานอะไรก็ตามที่เกินกำลังและความเหมาะสมของมัน
- จอใหญ่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ จากลักษณะการใช้งานปัจจุบัน เพราะว่ามีจอนอกขนาด 21" อยู่ที่ออฟฟิช และส่วนมากงานที่ทำ on the road ไม่ต้องการเปิดหลายหน้าต่างในจอเดียว และไม่มีรายละเอียดอะไรมาก (เห็นตัวอักษรชัดเป็นพอ)
- ผมไม่สนใจที่จะเก็บ media library ของผมบนเครื่องนี้ เพราะว่ามี iPod กับ iPhone ไว้ใช้งานในลักษณะนั้นอยู่แล้ว (เชื่อมกับ MacBook Pro ที่เก็บพวกนี้ทั้งหมด) ดังนั้นขนาดของ Harddisk แค่ 80GB จึงไม่ค่อยจะเป็นปัญหาเท่าไหร่
- ผมให้ความสำคัญกับความ "บาง" และ "เบา" พกพาสะดวก งัดเอาขึ้นมาใช้งานและไม่ make a scene ให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เป็นภาระในการเป็นเพื่อนร่วมทางเดินไปไหนมาไหนไกลๆ ไม่รู้สึกอะไรเวลาถือ (ไม่หวั่นแม้วันมามาก) มากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
ดังนั้น ผมจะขอรีวิว MacBook Air ด้วยความรู้สึกจาก 8 ข้อข้างต้นนี้นะครับ
1. สเปก
เป็นตัว basic ที่สุดครับ spec มาตรฐาน ไม่มีอะไรพูดมากเพราะว่าข้อมูลนี้หาอ่านได้ค่อนข้างง่าย นอกจากนี้ เครื่องที่ผมได้มา เป็น10.5.1 ครับ และผมเองได้อัพเดทเป็น 10.5.2 ก่อนจะทำการรีวิวครับ
2. กล่อง
อยากจะบอกว่า ความรู้สึกมันเริ่ม build-up ตั้งแต่เห็น package แล้วล่ะครับ....
ทันทีที่เห็นกล่อง MacBook Air บอกได้เลยครับว่าค่อนข้างตกใจเอาเรื่อง เพราะว่ามันเล็กมาก กว้างยาวเท่ากับ MacBook Pro 15"ที่ใช้อยู่พอดี (ต้องขออภัย ณ ขณะนี้ยังไม่มีภาพ จะอัพโหลดภายหลัง) พอแกะออกมา ก็เห็นมีตัว MacBook Air วางอยู่ และข้างใต้ผ่านพลาสติกรอง มีอุปกรณ์ คู่มือ และแผ่น DVD ที่ติดมากับเครื่อง ซึ่งการออกแบบ packaging แบบนี้ จะค่อนข้างต่างจาก packaging ของ Mac laptop อย่างที่เราคุ้นเคยกันพอสมควร ... ซึ่งผมคิดอยู่นานว่าคล้ายๆ กับอะไรหว่า คิดไปคิดมา อ๋อ เหมือนกับ packaging ของ iPhone เลยนี่นา
เรื่องอุปกรณ์มาตรฐานนี่ผมมี comment นิดหน่อยคือ ค่อนข้างจะรู้สึกเป็นบวกมาก ที่มีตัวแปลง micro DVI เป็น VGA และเป็น DVI อย่างละตัวให้อยู่ในกล่องเลย ทำให้ position ของตัว MacBook Air นี้ชัดเจนมากขึ้นว่าสร้างขึ้นมาสำหรับพวกเดินสาย present อย่างเห็นได้ใช้ (ในขณะที่ MacBook ไม่มีมาให้ ต้องซื้อแยก)
ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ขนาดของ Power adapter ที่เล็กมากเมื่อเทียบกับของ MacBook Pro (ถึงจะเป็นรุ่นที่ขนาดเล็กลงมาจากขนาดดั้งเดิมแล้วก็เถอะ) ทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่า เวลาพกไปไหนมาไหนจะเบาลงเยอะจริงๆ
3. รูปร่างสัดส่วน
ตอนแรกที่ดู Keynote ไมMacBook Air ไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะว่าจากประสบการณ์แล้วผลิตภัณฑ์ของ Apple หลายต่อหลายตัว (อาจจะแทบทุกตัว) ที่จะต้องสัมผัสด้วยตัวเอง (คือ สัมผัสจริงๆ ไม่ใช่แค่เห็น) ถึงจะบอกอะไรได้
อยากจะบอกว่า การดีไซน์เรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น MacBook Air นี่มันเป็น Home-run winner ชัดๆ ครับ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ปกติชาวบ้านชาวช่องเค้าไม่ใส่ใจกัน แต่ว่าไม่ใช่ Apple แน่ๆ ซึ่ง MacBook Air น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการ design look & feel ของตัวผลิตภัณฑ์ไว้ก่อน และพยายามหาวิธียัดคอมพิวเตอร์เข้าไปไว้ข้างในทีหลัง
ซึ่งจะเป็นยังไงก็ช่าง ความรู้สึกส่วนของผมก็คือ ทุกอย่างถูกคำนวณไว้อย่างพิถีพิถันมาก ทุกส่วนเว้าส่วนโค้ง ทุกความคมความเหลี่ยม ให้ความรู้สึกดีแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนกับ laptop ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนรุ่นไหนก็ตาม มันให้ความรู้สึกนุ่มนวลมากเอาเรื่องอยู่ แม้แต่ตรงขอบที่ดูๆ แล้วมันน่าจะคมกว่านี้ แต่ว่าก็ยังไม่ให้ความรู้สึกว่ามันคมขนาดนั้น (คมนิดๆ)
ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามันถูกสร้างมาอย่างแข็งแรงเอาเรื่องเช่นเดียวกัน ความรู้สึกของผมเมื่อเคาะๆ เคสดู ให้ความรู้สึกว่ามันแข็งแรงและทนทานกว่า MacBook Pro แน่ๆ (อย่างน้อยๆ ตรงขอบก็ตันกว่าล่ะ แต่ว่า MBP นี่ ขอบบุบประจำเลย)
มีอีกเรื่องที่ไม่ได้คิด ก็คือการออกแบบให้เป็นรูปหยดน้ำ (และมีปลายด้านใกล้ตัวที่ ultra-thin) ซึ่งมีการออกแบบให้มันลอยขึ้นมาจากโต๊ะนิดหน่อย ทำให้การหยิบมันขึ้นจากโต๊ะเป็นเรื่องที่ "ง่ายมาก" และง่ายที่สุดในบรรดา laptop ของ Apple ทั้งหมด ไม่ต้องคิด และเป็นธรรมชาติมาก เหมือนกับว่ามันได้รับการออกแบบเพื่อให้ถูกหยิบขึ้นมาได้อย่างสะดวกตลอดเวลา
แค่คิดว่า ทำงานเสร็จ ปิดฝา เอื้อมมือไปหลังเครื่อง หยิบขึ้นมาได้เลยแบบ effortless แค่นี้ก็เยี่ยมแล้วครับ
เมื่อเปิดฝา ความรู้สึกแรกก็คือ "ลื่น" และ "เนียน" ที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมากับ laptop ของ Apple และอื่นๆ เท่าที่เคยใช้เช่นเดียวกัน และ Keyboard แบบ full-size ที่มีปุ่มสีดำวางอยู่บน spacing สีเงินของตัวเครื่องก็เรียกได้ว่าโดดเด่นไม่น้อย
เรียกได้ว่า ความรู้สึกที่มัน built-up มาตั้งแต่เห็นและแกะกล่อง ก็ยิ่งแรงขึ้นไปอีก ว่านี่มันเป็น something special จริงๆ
4. น้ำหนัก
เรื่องที่หลายคนรอคอยครับ ว่าน้ำหนัก 1.36 กิโลกรัม มันให้ความรู้สึกยังไงกัน
ความรู้สึกแรกเมื่อเอา MacBook Air กับ Power adapter ใส่กระเป๋าใบที่เคยใส่ MacBook Pro 15" (และ Power adapter รุ่นที่ขนาดเล็กลงมาแล้ว) และหยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นมา คือ "ผมลืมใส่คอมพิวเตอร์มาหรือเปล่า" เพราะว่ามันเบา เบาเสียจนแทบไม่คิดเลยว่านี่เรากำลังถือคอมพิวเตอร์อยู่ทั้งเครื่องนะ จะบอกว่าถ้ามือกับไหล่มันสามารถบอกความรู้สึกออกมาได้ มันคงบอกผมว่า "พอๆ กับน้ำหนักกระเป๋าที่ยังไม่ได้ใส่อะไรเลย"
ไม่พอ ด้วยขนาดและน้ำหนักแล้ว คิดว่าไม่ว่าใครก็สามารถใช้มือเดียวถือ MacBook Air และหยิบไปมา ได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นภาระในการยก หรือว่าต้องออกแรงให้รู้สึกเหนื่อยแต่อย่างใด
สรุปว่า ไม่เป็นภาระของไหล่และมือในการพกพา แค่นี้ก็รู้สึกคุ้มค่าแล้ว เพราะว่าวันๆ สะพายคอมพิวเตอร์เดินสายเยอะพอควร ถนอมสุขภาพไหล่ไปอีกเยอะ
แต่ที่ผมชอบที่สุดในเรื่องของการออกแบบรูปร่างสัดส่วนและน้ำหนักนะ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความออกแบบให้เป็นรูปหยดน้ำ ที่มีส่วนปลายลอยขึ้น (ลู่เข้ามาบรรจบกันตรงกลาง) และหยิบจับง่าย น้ำหนักที่ทำให้เอามือเดียวหยิบและหมุนไปหมุนมาได้สบายๆ ความเนียนในการเปิดฝา ..... รวมๆ กันแล้วมันทำให้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เราดึงมันออกมาจากกระเป๋าขึ้นมาเปิดทำงานได้โดย "ไม่ make a scene เลยแม้แต้น้อย" คือมันให้ความรู้สึกว่าเป็นเรื่อง no big deal มากๆ เผลอๆ หยิบเอาหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านยังจะ make a scene มากกว่าซะอีก (ถ้าเล่มมันใหญ่หน่อยนะ)
สรุป
สรุปว่า First impression เกี่ยวกับการออกแบบ และรายละเอียดเล็กน้อยทั้งหมดที่แสดงถึงความใส่ใจแล้ว ผมอยากจะให้คะแนนเรื่องพวกนี้ไปเต็มๆ เพราะว่าในบรรดา laptop ทั้งหมดที่ผมเคยใช้มา (แบบจริงจังเลยก็เป็น 10 รุ่น ทั้ง Mac laptop ทุกรุ่นทุกขนาดตั้งแต่ PBG4 15" และ PC laptop หลายตัว โดยมากเป็น Sony, Dell, IBM ... และที่มีโอกาสใช้แบบครั้งคราวอีกหลายรุ่น) ผมอยากจะบอกว่า
นี่เป็น laptop ที่เกินสิ่งที่ผมคาดหวังไปมากที่สุดตั้งแต่ผมใช้ laptop มา
หรือว่าผมคาดหวังกับมันน้อยเกินไปก็ไม่รู้สิ ....
แต่ทั้งนี้อยากจะเรียนย้ำว่า ตอนนี้ผมยังไม่ได้เขียนเรืองการใช้งานจริงนะครับ ... ยังเหลืออีกหลายหัวข้อที่ผมยังไม่เขียนถึงวันนี้ เช่นเรื่อง Keyboard เรื่องจอ เรื่องประสิทธิภาพ เรื่องความร้อน เรื่อง battery ฯลฯ
เอาล่ะครับ ตอนนี้พอแค่นี้ก่อนล่ะ เดี๋ยวจะเขียนต่อตอน #2 ว่าด้วยเรื่องการใช้งานจริง และการตอบโจทย์ของผมแบบจริงๆ ล่ะครับ
พึ่งฟัง
พึ่งฟัง DualGeek podcast จบไปหมาดๆ
อ่านแล้วอยากได้แนวนี้อยู่เหมือนกันครับ สำหรับผมมันติดตรงราคานี่แหล่ะ T T
ผมมองว่าราคาเหมาะสมแล้ว
คิดว่าเจ้า Air นี้ยังจัดเป็นเครื่องสำหรับ Pro (professional on the move)
เพราะด้วยตัวถัง Alu ที่ประกอบมาเนี้ยบแน่นมากๆ, คุณภาพของจอ ที่ดีกว่า MacBook
และความพยายามที่จะไม่ compromise clock speed, keyboard นี่แหละ
อย่างที่คุยๆ กันว่าเป็นเครื่องที่เหมาะเป็นเครื่องสำรองของคนที่มีเครื่องแรงๆ อยู่บนโต๊ะอยู่แล้ว
แล้วต้องออกเดินสาย present บ่อยๆ ... มองยังไงก็ Pro ชัดๆ
สำหรับผม ราคาเหมาะสมแล้ว แต่เครื่องนี้ไม่เหมาะกับรูปแบบการทำงานของผม เลยขอผ่าน
อืมม
ต้องเทียบราคากับรุ่น top ครับ แล้วรุ่นนี้มันจะดูราคาถูกลง :-P ฮา
แต่เห็นด้วยนะ ว่าราคามันสูงไปนิด ผมว่าถ้ามันลงมาอีกหน่อย เป็นไม่แพงกว่า MacBook สีดำตัว top มากนัก หรือว่าให้ราคามันสูสีกัน หรือว่าขี่ๆ กันนิด คงจะ ok กว่านี้เยอะ